4 สูตรขนมจีบ

สาระน่ารู้

4 สูตรขนมจีบ ทำขายสร้างอาชีพ ลูกค้าติดใจ ขนมจีบ เป็นอาหารทานเล่นที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มักจะมีตามงานเลี้ยง ภัตตาคาร หรือว่าแม้กระทั่งรถเข็นและร้านค้า ลูกหนึ่งก็หลายบาทในสมัยนี้ บางเจ้าก็ไม่อร่อย บางเจ้าก็อร่อย ซึ่งในวันนี้เราจะมาบอกสูตรเจ้าที่อร่อยกัน รับรองเลยว่าเอาไปทำขายก็ได้ เอาไว้กินเองก็ดี วันนี้เราได้รวบรวมสูตรการทำ “ขนมจีบ” พร้อมเคล็ดลับความอร่อย จากเว็บไซต์ที่น่าสนใจมานำเสนอให้คนที่อยากมีอาชีพได้ดูเป็นแนวทางและได้ลองฝึกฝีมือการทำถ้าลองแล้วดี ทำแล้วอร่อยงานนี้ก็เปิดร้านขายกันแบบง่ายๆแต่เชื่อว่าถ้าทำได้จริง อร่อยจริงๆ ลูกค้าติดใจกำไรเพียบแน่นอน วัตถุดิบที่สำคัญ (รวม 4 สูตร) หมูบดแช่เย็น กุ้งสดหั่นชิ้น ไข่ไก่ ต้นหอมซอย น้ำมันหอย น้ำตาลทราย เกลือ ซุปผงปรุงรส พริกไทยป่น น้ำมันงา แผ่นเกี๊ยว เหล้าจีน ผักชี (เอาราก) หอมหัวใหญ่ แห้ว  แครอทหั่นเต๋าเล็ก แป้งข้าวโพดหรือแป้งมัน

4 สูตรขนมจีบ

สูตรที่ 1 ขนมจีบไส้หมูผสมกุ้ง 1. เริ่มจากนำหมูบดใส่ครก ตามด้วยตอกไข่ไก่ใส่ น้ำมันหอย น้ำตาลทราย เกลือ ซุปผงปรุงรส และพริกไทยป่น 2. โขลกหมูในครกให้เข้ากับส่วนผสมอื่นๆ จนเนียนเหนียว และหนึบเด้งดึ๋งเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที 3. ตักหมูที่โขลกและปรุงรสจนได้ที่แล้วออกมาใส่ชามใหญ่ๆ หรือกะละมังสแตนเลสก็ได้ เพื่อผสมส่วนผสมอื่นต่อ 4. ใส่กุ้งสดหั่นชิ้น ต้นหอมซอย และน้ำมันงา ถ้ามีไข่กุ้งจะใส่ผสมลงไปเพื่อเพิ่มความกรุบของไส้ก็ใส่ตอนนี้ได้เลย 5. ใส่น้ำน้ำมันงาเพิ่มความหอมโดยจะไม่ใส่ตอนโขลกหมูในครก เพราะหมูจะเละและไม่เหนียวเนียน 6. ตักไส้ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนแผ่นแป้งเกี๊ยว เสร็จแล้วก็จับจีบแป้งเกี๊ยวให้สวย บีบให้แน่นสักเล็กน้อย 7. นำขนมจีบใส่หม้อนึ่งที่มีใบตองหรือใบข่ารองบนหม้อนึ่งใช้ไฟปานกลางจากน้ำเดือด จนกระทั่งสุก 8. พรมและคลุกเคล้าด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว ควรคลุกเร็วๆ อย่าคลุกนานเดี่ยวจะอมน้ำมันเกินไป

4 สูตรขนมจีบ

สูตรที่ 2 ขนมจีบหมูล้วนๆ 1. นำหมูบดใส่เหล้าจีน น้ำมันงา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส แล้วก็รากผักชีครับ แล้วก็คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2. คลุกเข้ากันแล้วใส่แป้งข้าวโพดลงไป เพื่อความเนียนมากขึ้นอาจใส่ครกตำได้เลย 3. หมูที่เนียนนุ่มแล้ว พักไว้ในตู้เย็นสักพักให้วัตถุดิบเข้าเนื้อ 4. นำแผ่นเกี๊ยวมาตัดพร้อมห่อ และนำไส้มาใส่ลงไป ทำมือเป็นรูกลมๆเสร็จแล้วก็บีบ ก็จะได้ขนมจีบแบบง่ายและเร็ว 5. นำขนมจีบใส่หม้อนึ่ง นึ่งไฟปานกลางจากน้ำเดือด จนกระทั่งสุก

4 สูตรขนมจีบ

สูตรที่ 3 ขนมจีบหมูใส่แห้ว 1. นำรากผักชีกับกระเทียมกรีบไปโขลกหรือปั่นด้วยเครื่องปั่น ให้ละเอียด นำหมูสับไปปั่นให้ละเอียด 2. ล้างแห้วให้สะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้ 3. ผสมหมูสับปั่นละเอียดเข้ากับรากผักชีและกระเทียมที่เตรียมไว้ นวดให้เข้ากันพร้อม 4. ใส่เกลือ น้ำตาล ผงปรุงรสหมู แห้ว หัวหัวใหญ่สับ นวดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดี จากนั้นปรุงรสด้วยแม็กกี้ น้ำมันงา 5. ตักไส้ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนแผ่นแป้งเกี๊ยว แล้วก็จับรวบปลายทั้งสี่มุมมาขยุ้มรวมกัน บีบให้แน่นหนาไม่มีรูเปิดอ้า 6. ห่อจนหมดไส้ที่ทำไว้ ใช้น้ำพรมแป้งเกี๊ยวเพื่อให้จีบสวยและเกาะยึดกันได้ดี นึ่งไฟอ่อนจากน้ำเดือด ประมาณ 6 นาที 7. วางขนมจีบห่างๆ กันจะได้ไม่ติดกัน

4 สูตรขนมจีบ

สูตรที่ 4 ขนมจีบแสนง่าย 1. โขลกรากผักชีให้ละเอียด นวดผสมหมูสับกับรากผักชีโขลก ใส่ไข่ไก่ น้ำมันงา พริกไทยป่น น้ำปลา น้ำตาลทราย และซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 2. คลุกเคล้านวดส่วนผสมให้เข้ากันดีส่วนผสมที่ได้ลักษณะเนียนเหนียว และเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลานวด 10 นาที 3. ตัดแผ่นเกี๊ยวเป็นแผ่นวงกลม เตรียมไว้ ใช้แก้วครอบ เป็นตัวช่วยในการตัด 4. เตรียมส่วนผสมสำหรับห่อ และเตรียมน้ำเปล่าใส่ถ้วยไว้เล็กน้อย วางแผ่นเกี๊ยวลงบนมือ ตักส่วนผสมหมูใส่ประมาณ 2 ช้อนชา 5. รวบจับจีบให้สวยงาม ทำจนหมด วางขนมจีบลงในหม้อนึ่ง พรมน้ำให้ทั่ว นำไปนึ่ง ใช้ไฟปานกลางจนสุก

4 สูตรขนมจีบ

เคล็ดลับความอร่อย 1. บางสูตรแนะนำว่า ก่อนห่อแผ่นเกี๊ยวเข้ากับใส้ ควรล้างแผ่นเกี๊ยวก่อน โดยการเอาแผ่นเกี๊ยวไปจุ่มนํ้า ถูเบาๆ หรือสะบัดๆ เอาแป้งขาวๆ ออก แต่อย่าจุ่มหรือแช่น้ำนานแผ่นเกี๊ยวจะเปื่อย เอาแค่หมาดๆพอ จากนั้นก็ห่อใส้หมูทั้งๆ ที่แผ่นเกี๊ยวยังเปียกหมาดๆ อยู่ 2. ควรใช้กรรไกรหรือมีดตัดขอบแผ่นแป้งเกี๊ยวก่อนแล้วค่อยห่อ เพื่อให้ใส้พอดีกับแผ่นเกี๊ยว เพราะถ้าไม่ตัด ปลายแผ่นแป้งเกี๊ยวส่วนเกินนั้นจะแข็ง 3. เนื้อหมู เลือกเนื้อส่วนหัวไหล่หมูบดรวมกับมันหมู ใส้หมูเราจะได้เด้งๆ หนึบๆ อร่อยกว่า 4. ในขั้นตอนการนึ่ง ควรใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ให้ไส้พอเปลี่ยนเป็นสีขาวๆ อย่านึ่งนานเกินไป แผ่นแป้งเกี๊ยวจะแข็งกระด้าง รวมถึงการใส่ต้นหอมซอยจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและสีสันให้แก่ขนมจีบได้ ทั้งนี้คนที่สนใจอาจจะต้องค่อยๆเรียนรู้เคล็ดลับของแต่ละสูตรและลองฝึกฝนการทำขนมจีบขั้นแรกก็เอาแค่ลองกินกันในครอบครัวและค่อยๆขยายออกไปให้เพื่อนๆได้ลองชิมจะได้รับฟังความคิดเห็นเอามาปรับปรุงฝีมือการทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป และเมื่อมั่นใจในฝีมือก็เริ่มลงทุนเปิดร้านที่ใช้งบประมาณไม่มากแค่รู้จักทำการตลาดดีๆ อาชีพนี้ก็รวยได้เหมือนกัน